การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
ห่วงโซ่อุปทาน หมายถึง การเชื่อมต่อของหน่วยหรือจุดต่างๆในการผลิตสินค้าหรือบริการที่เริ่มต้นจากวัตถุดิบไปยังจุดสุดท้ายคือลูกค้า โดยทั่วไปแล้วห่วงโซ่อุปทานประกอบด้วยจุดที่สำคัญๆ (ดังรูปที่ 1) คือ
ห่วงโซ่อุปทาน หมายถึง การเชื่อมต่อของหน่วยหรือจุดต่างๆในการผลิตสินค้าหรือบริการที่เริ่มต้นจากวัตถุดิบไปยังจุดสุดท้ายคือลูกค้า โดยทั่วไปแล้วห่วงโซ่อุปทานประกอบด้วยจุดที่สำคัญๆ (ดังรูปที่ 1) คือ
ผู้ส่งมอบ (Suppliers) หมายถึง ผู้ที่ส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานหรือหน่วยบริการ เช่น เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังหรือปาล์ม โดยที่เกษตรกรเหล่านี้จะนำหัวมันไปส่งโรงงานทำแป้งมันหรือโรงงานทำกลูโคส หรือนำผลปาล์มไปส่งที่โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม เป็นต้น
โรงงานผู้ผลิต (Manufacturers) หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ในการแปรสภาพวัตถุดิบที่ได้รับจากผู้ส่งมอบให้มีคุณค่าสูงขึ้น
ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centers) หมายถึง จุดที่ทำหน้าที่ในการกระจายสินค้าไปให้ถึงมือผู้บริโภคหรือลูกค้าที่ศูนย์กระจายสินค้าหนึ่งๆอาจจะมีสินค้าที่มาจากหลายโรงงานการผลิต เช่นศูนย์กระจายสินค้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆจะมีสินค้ามาจากโรงงานที่ต่างๆกัน เช่น โรงงานผลิตยาสระผม, โรงฆ่าสัตว์, โรงงานผลิตเบเกอรี่ เป็นต้น
ร้านค้าย่อยและลูกค้าหรือผู้บริโภค (Retailers or Customers) คือ จุดปลายสุดของโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นจุดที่สินค้าหรือบริการต่างๆจะต้องถูกใช้จนหมดมูลค่าและโดยที่ไม่มีการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการนั้นๆ
รูปที่ 1 โครงข่ายของโซ่อุปทาน
ห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญอย่างไร
สินค้าหรือบริการต่างๆที่ผลิตออกสู่ตลาดจะต้องผ่านทุกจุดหรือหน่วยต่างๆตลอดทั้งสายของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นคุณภาพของสินค้าและบริการนั้นจะขึ้นอยู่กับทุกหน่วย มิใช่หน่วยใดหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้มีแนวความคิดในการบูรณาการทุกๆหน่วยเพื่อให้การผลิตสินค้าหรือบริการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพตามที่ลูกค้าคาดหวัง ดังเช่น น้ำมันปาล์มประกอบอาหาร ในสายของห่วงโซ่อุปทานประกอบด้วยผู้ส่งมอบ ซึ่งมักจะเป็นเกษตรกรผู้นำผลปาล์มมาส่งให้กับโรงงานหีบ เพื่อนำน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์ม ในขั้นตอนต่อไป น้ำมันปาล์มดิบก็จะถูกส่งต่อให้โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับใช้ประกอบอาหาร น้ำมันปาล์มประกอบอาหารนี้ก็จะถูกบรรจุในลังกระดาษและถูกส่งออกจากโรงงานและส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายต่อไป เช่น ผู้ดำเนินการซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าปลีก เพื่อที่จะนำไปวางขายบนชั้นวางของเพื่อให้ผู้บริโภคได้มาเลือกซื้อ จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า ทุกๆจุดในสายของห่วงโซ่อุปทานมีผลต่อคุณภาพของน้ำมันปาล์มประกอบอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่กำลังเลือกซื้อสินค้า
กิจกรรมหลักในห่วงโซ่อุปทาน
การจัดหา (Procurement) เป็นการจัดหาวัตถุดิบหรือวัสดุที่ป้อนเข้าไปยังจุดต่างๆในสายของห่วงโซ่อุปทาน จากตัวอย่างข้างต้น หากโรงงานได้ผลปาล์มที่มีคุณภาพต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยก็จะส่งผลต่อคุณภาพและต้นทุน ฉะนั้น การจัดหาก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะส่งผลต่อคุณภาพและต้นทุนการผลิต
การขนส่ง (Transportation) เป็นกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าของสินค้าในแง่ของการย้ายสถานที่ หากน้ำมันปาล์มประกอบอาหารถูกขายอยู่ที่หน้าโรงงานผลิต อาจจะไม่มีลูกค้ามาซื้อเลยก็ได้ อีกประการหนึ่งก็คือ หากการขนส่งไม่ดีสินค้าอาจได้รับความเสียหายระหว่างทาง จะเห็นว่าการขนส่งก็มีผลต่อต้นทุนโดยตรง
การจัดเก็บ (Warehousing) เป็นกิจกรรมที่มิได้เพิ่มคุณค่าให้กับตัวสินค้าเลย แต่ก็เป็นกิจกรรมที่ต้องมีเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่ไม่คงที่ รวมทั้งประโยชน์ในด้านของการประหยัดเมื่อมีการผลิตของจำนวนมากในแต่ละครั้ง หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีปริมาณวัตถุดิบที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพลม ฟ้า อากาศ
การกระจายสินค้า (Distribution) เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระจายสินค้าจากจุดจัดเก็บส่งต่อไปยังร้านค้าปลีกหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต
ข้อพิจารณาในการปรับใช้
กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสายของห่วงโซ่อุปทานถือว่าเป็นค่าใช้จ่าย หากมีการบริหารและจัดการให้กิจกรรมเหล่านี้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ำลงด้วย นั่นหมายถึงต้นทุนในการผลิตก็จะลดลงด้วย ฉะนั้นหากมีการบูรณาการหน่วยต่างๆในสายของห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้กิจกรรมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ย่อมจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการมุ่งไปสู่ความสำเร็จ
1. กลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทาน (The Strategy Importance of the Supply-Chain)
1.1 เป้าหมายของผู้ขายปัจจัยการผลิต (Supplier 's goal)
- Low cost อุปสงค์และอุปทานพิจารณาจากความเป็นไปได้ที่ต้นทุนต่ำสุด
- Response มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงในความต้องการเพื่อทำให้เกิดการขาดแคลนสินค้าน้อยที่สุดอย่างทันเวลา
-Differentiation ร่วมกันวิจัยตลาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างทางเลือกในผลิตภัณฑ์
1.2 เกณฑ์ในการคัดเลือก (Primary Selection Criteria)
- Low cost เลือกจากต้นทุนที่ต่ำ
- Response เลือกจากกำลังการผลิต ความรวดเร็ว และความยืดหยุ่น
- Differentiation เลือกทักษะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
1.3 ลักษณะของกระบวนการ (Process Characteristics)
- Low cost รักษาระดับอรรถประโยชน์เฉลี่ยในระดับที่สูง
- Response ลงทุนให้เกินกำลังการผลิตและมีกระบวนการที่มีความยืดหยุ่น
- Differentiation กระบวนการผลิตที่มีมาตราฐาน mass customization
1.4 ลักษณะของสินค้าคงคลัง (Inventory Characteristics)
- Low cost ลดสินค้าคงคลังให้ต่ำที่สุด โดยใช้การควบคุมห่วงโซ่อุปทาน
- Response พัฒนาระบบการตอบสนองโดยการกำหนดตำแหน่งใน Buffer Stock เพื่อสร้างหลักประกันในการหาวัตถุดิบ
- Differentiation ลดต้นทุนสินค้าคงคลังเพื่อไม่ให้เกิดสินค้าล้าสมัย
1.5 ลักษณะของเวลาในขณะที่รอในการสั่งซื้อสินค้า (Lead-time Characteristics)
- Low cost ระยะเวลาที่รอในการสั่งสินค้าน้อยที่สุด โดยไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
- Response มีการลงทุนเชิงรุก เพื่อลดระยะเวลาที่รอในการสั่งสินค้าเพื่อผลิต
- Differentiation มีการลงทุนเชิงรุกเพื่อลดระยะเวลาที่รอในการสั่งสินค้าเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์
1.6 ลักษณะของการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product-Design Characteristics)
- Low cost ผลการดำเนินงานสูงสุดและใช้ต้นทุนต่ำสุด
- Response ใช้การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อทำให้เกิดเวลาในการเตรียมการผลิตที่ต่ำ และมีวิธีการผลิตที่รวดเร็วและรัดกุม
- Differentiation การใช้การออกแบบมาตราฐานเพื่อสร้างความแตกต่างในการเลือกการนำเสนอสินค้าออกสู่ตลาด
ห่วงโซ่อุปทานในการผลิตทั่วโลก (Global Supply-Chain Issues)
- มีความยืดหยุ่นพอสมควรต่อผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใด ในแต่ละส่วนที่มีความเป็นไปได้ การกระจายสินค้าและการขนส่ง
- สามารถใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี การสื่อสาร ในการจัดการต่อการส่งสินค้าในแต่ละภาคส่วน ว่ามีการส่งสินค้าออกไปจำนวนเท่าใด
- ใช้ทีมงานที่มีความชำนาญในท้องถิ่น ให้มีส่วนในการจัดการด้านการค้า การบรรทุกสินค้า ภาษี ศุลกากร และด้านการเมือง
2. การจัดซื้อ (Purchasing)
2.1 เป็นการจัดหาสินค้าและบริการ
2.2 กิจกรรมในการจัดซื้อ
- ช่วยในการตัดสินใจว่าจะผลิตเองหรือซื้อ
- สามารถระบุแหล่งผลิตหรือผู้ขายปัจจัยการผลิตได้
- การเลือกผู้ขายปัจจัยการผลิต หรือการเจรจา ทำสัญญา
- การควบคุม การปฏิบัติของผู้ขายปัจจัยการผลิต
2.3 ความสำคัญ
- ต้นทุนเป็นศูนย์กลางหลัก
- ผลกระทบต่อคุณภาพของผลผลิตของสินค้า
2.4 ต้นทุนของการจัดซื้อต่อเปอร์เซ็นต์ของการขาย (Purchasing costs as a percent of sales)
2.5 เทคนิคในการจัดซื้อ
- ลดการขนส่งและการบรรจุหีบห่อ (Drop shipping and special packaging)
- สั่งสินค้าหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Blanket order)
- จัดซื้อที่มีใบรายการน้อยที่สุด (Invoice less purposing)
- สั่งสินค้าและการเคลื่อนย้ายทางอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic ordering and funds transfer)
- ใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic data interchange ; EDI)
- จัดซื้อโดยเก็บสำรองสินค้าให้น้อยที่สุด (Stockless purchasing)
- จัดให้มีมาตราฐานในการจัดซื้อ (Standardization)
2.6 หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าจะผลิตหรือซื้อสินค้า (Make/Buy Considerations)
2.7 กลยุทธ์ในการจัดซื้อ
- Many Supplies เป็นกลยุทธ์ในการเลือกผู้ขายปัจจัยการผลิต โดยการต่อรองราคาที่ต่ำที่สุดจากหลายๆราย ส่วนใหญ่จะเป็นการติดต่อครั้งแรก
- Few Supplies เป็นกลยุทธ์ในการติดต่อผู้ขายปัจจัยการผลิต เฉพาะรายที่ได้คัดเลือกไว้แล้ว เป็นการติดต่อในระยะที่ 2 เนื่องจากทราบข้อมูลของผู้ขายปัจจัยการผลิตมาก่อนแล้ว
- Vertical Integration กลยุทธ์การรวมในแนวดิ่ง เป็นการเลือกผู้ขายปัจจัยการผลิต ที่จะร่วมเป็นพันธมิตรหรือควบรวมกิจการทางการค้า หรืออาจสั่งเป็นเจ้าประจำก็ได้
- Keiretsu Network เป็นการชวนผู้ขายปัจจัยการผลิต มาเป็นพันธมิตรทางการค้าร่วมกัน เช่น แลกหุ้นส่วนแต่อย่าให้มากเกิน 5%
- Virtual Companies เป็นกลยุทธ์โดยการใช้ภาพเสมือนทางการค้า ได้แก่ การค้าทางอิเล็คทรอนิคส์ เช่น การประมูลงานทางอิเล็คทรอนิคส์ (E-Option), การพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ (E-Commerce)
3. การเลือกผู้ขาย (Vendor Selection)
3.1 ขั้นตอนในการคัดเลือกผู้ขาย
- การประเมินผู้ขาย Vendor Evaluation เป็นกลยุทธ์โดยใช้วิธีการประเมินผู้ขายปัจจัยการผลิต เช่น เงินทุน ความมั่นคง เพื่อให้แน่ใจว่า เขาสามารถส่งสินค้าได้ตามจำนวนและตรงเวลา เพื่อช่วยในการระบุ หรือเลือกผู้ขายปัจจัยการผลิต
- การพัฒนาผู้ขาย Vendor Development พัฒนาผู้ขายปัจจัยการผลิตให้สามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ หรือใช้เครื่องมือที่ทันสมัย เช่น ใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็คทรอนิคส์
- การเจรจาต่อรอง Negotiations การต่อรองราคาของวัตถุดิบให้ได้ราคาต่ำ แต่มีคุณภาพ เช่น ใช้การซื้อจำนวนมาก เพื่อให้สามารถต่อรองราคาให้ต่ำลงได้
3.2 เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ขายปัจจัยการผลิต (Supplier Selection Criteria)
- จากการดำเนินกิจการ เช่น ความมั่นคงทางการเงิน การบริหารจัดการ ที่ตั้งใกล้แหล่งการผลิต เป็นต้น
- ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ราคาต่ำ
- การบริการทันเวลา มีเงื่อนไขพิเศษในการส่งมอบ มีฝ่ายเทคนิคมาดูแล มีการอบรมพนักงานให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.3 กลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง
- แบบจำลองราคาโดยใช้ฐานจากต้นทุน
- แบบจำลองราคาโดยใช้ฐานจากราคาตลาด
- การเสนอราคาจากการแข่งขัน
4. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Management the Supply-Chain)
จัดให้มีการวางแผน การจัดองค์กร การปฏิบัติและการควบคุมเกี่ยวกับวัตถุดิบ โดยเริ่มจากวัตถุดิบไปสิ้นสุดที่การกระจายสินค้าและบริการ
5. การจัดการวัตถุดิบ (Materials Management)
5.1 หน้าที่ในการจัดการวัตถุดิบ
- การจัดซื้อ (Purchasing)
- การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory management)
- การควบคุมการผลิต (Production control)
- โกดังและร้านค้า (Warehouse and store)
- การควบคุมคุณภาพ (Incoming quantity control)
5.2 วัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและการจัดการให้ได้ต้นทุนต่ำ
5.3 การเคลื่อนย้ายสินค้า (Goods movement options)
- รถบรรทุก (Trucking)
- รถไฟ (Railways)
- ทางอากาศ (Airway)
- ทางน้ำ (Waterways)
- ทางท่อ (Pipelines)
6. การจัดการห่วงโซ่อุปทานเชิงเปรียบเทียบ (Benchmarking Supply-Chain Management)
ใช้การเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันหรือมาตราฐานอุตสาหกรรม เช่น
